การอนุรักษ์ภาษาถิ่น

 

การอนุรักษ์ภาษาถิ่น 

1.1 บทคัดย่อ สรุปเรื่องราว

                ในประเทศไทยของเรานั้น มีภาษาถิ่นใช้กันทั่วประเทศ แต่จะแบ่งภาษาออกเป็นภาคของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาษาถิ่นเหนือ ภาษาอีสาน ภาษาใต้ และภาษากลาง ซึ่งในแต่ละภาคมีภาษาถิ่นของตนเองใช้กันทั้งนั้น ภาษาถิ่นของแต่ละภาคก็มีความสำคัญของแต่ละภาคนั้นๆ

                การสื่อสารกันโดยใช้ภาษาถิ่นของแต่ละพื้นที่ ในการติดต่อกัน มีความพิเศษของแต่ละภาษา มีความสวยงามของคำพูดที่ใช้สื่อสาร เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาคในเมืองไทย ภาษาถิ่นของไทยมีความงดงามอยู่ที่ตัวของมัน และเราก็ควรที่จะอนุรักษ์ภาษาถิ่นในเมืองไทยไว้นานๆ เพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอดต่อไป

                อย่างไรก็ตาม ภาษาถิ่นของไทยนั้นจะอยู่คู่ประเทศไทย ให้ลูกหลานได้เรียนรู้ และพูดภาษาถิ่นของตนที่เกิดในพื้นที่ต่าง ไม่ว่าจะเป็นเหนือ กลาง อีสาน ใต้ ก็เป็นคนไทยทั้งนั้น ในเมื่อเราเป็นคนไทย ก็ควรจะหวงแหน และอนุรักษ์ความเป็นไทยของภาษาถิ่นเอาไว้ เพื่อคนไทยทุกคน

1.2 เหตุผลประกอบในการเสนอเรื่องราว

                ภาษาถิ่นเป็นภาษาที่ทุกคนในประเทศต้องใช้ในการติดต่อสื่อสาร มีความสำคัญต่อทุกคน ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ว่าจะเป็นวัยไหน การติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ภาษาถิ่นของคนไทยทั่วประเทศก็มีความเป็นเอกลักษณ์ ความงดงามของคำพูดในแต่ละถิ่นที่อยู่ต่างๆของประเทศไทย เราจึงควรเห็นความสำคัญของภาษาถิ่น และควรหวงแหน อนุรักษ์ภาษาถิ่นของไทยสืบไป

 1.3 การตั้งชื่อเรื่อง

ภาษาถิ่นที่ควรหวงแหน

1.4 วัตถุประสงค์ในการเสนอผลงาน

1.เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมาของภาษาถิ่น

2.เพื่อให้ทราบถึงความสำคัญของการใช้ภาษาถิ่น

3.เพื่อให้มองเห็นคุณค่าของภาษาถิ่นที่เราใช้กัน

4.เพื่อให้ทราบถึงประเภทของภาษาถิ่น

5.เพื่อให้ทราบถึงประโยชน์ของการใช้ภาษาถิ่น

6.เพื่อรู้วิธีการอนุรักษ์ภาษาถิ่นไว้

1.5 ประเด็นหลัก

ความเป็นมาของภาษาถิ่น

ภาษาถิ่นถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของท้องถิ่น โดยจะมีความโดดเด่นของภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร ซึ่งนักวิชาการได้กล่าวถึงสาเหตุของการถือกำเนิดภาษาถิ่น ไว้ ดังนี้

ระวีวรรณ อินทร์แหยม (2542, หน้า 12-20) กล่าวว่า ภาษาถิ่นได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีสาเหตุที่สำคัญ 3 ประการ คือ

1. ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ในชั่วชีวิตของแต่ละคนจึงมักจะไม่ค่อยสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง ของภาษา สาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาษาเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการออกเสียงแต่ละเสียง คือ ในระยะเริ่มแรกของการเรียนภาษาแรกของแต่ละคน เราจะเรียนด้วยวิธีการเลียนแบบ และการเลียนแบบนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม ก็จะทำให้เหมือนแบบจริงๆ ทุกอย่างย่อมไม่ได้ ในเรื่องของการออกเสียงพูดของเด็กก็เช่นเดียวกัน เด็กที่เลียนแบบพ่อแม่หรือผู้ที่ใกล้ชิดย่อมมีการผิดเพี้ยนไปบ้าง ถ้าหากเด็กออกเสียงผิดเพี้ยนไปมาก จนเป็นที่สังเกตได้ชัดก็จะได้รับการแก้ไขให้ออกเสียงใหม่ให้ถูกต้อง แต่ถ้าเด็กออกเสียงผิดเพี้ยน ไปเล็กน้อยแล้วไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง นานๆ ไปหลายๆ ชั่วคน การผิดเพี้ยนเล็กๆ น้อยๆ นี้ ก็จะมากขึ้น จนเสียงบางเสียงกลายไป

2. การขาดการติดต่อกันระหว่างผู้ที่พูดภาษาเดียวกัน เมื่อภาษาที่กลุ่มคนหนึ่งใช้เปลี่ยนแปลงไป คนอีกกลุ่มหนึ่งไม่รู้ ต่างฝ่ายต่างก็เปลี่ยนแปลงของตนไป ผลก็คือ ภาษาเดียวกันของคนต่างกลุ่มนี้จะเปลี่ยนแปลงไปคนละอย่าง ดังนั้น ถ้าคนมีโอกาสติดต่อกัน น้อยเท่าไร ก็จะทำให้พูดภาษาต่างกันมากขึ้นเท่านั้น

3. การเปลี่ยนแปลงของเสียงแต่ละเสียงไปตามกาลเวลานั้นเป็นไปอย่างมี ระเบียบสม่ำเสมอ มีแบบแผน และมีกฎเกณฑ์ ดังนั้นถึงภาษาจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ก็ยังทำให้ผู้ที่ พูดภาษาถิ่นแต่ละถิ่นฟังกันรู้เรื่อง

นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2535, หน้า 19-22) กล่าวว่า ภาษาถิ่นเป็นภาษาย่อยที่เกิดจากการแปรของภาษาใดภาษาหนึ่ง ซึ่งสาเหตุของการเกิดภาษาถิ่นมีดังนี้

1. การย้ายที่อยู่ของกลุ่มผู้ใช้ภาษา เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาษาใดภาษาหนึ่งกลายเป็น ภาษาถิ่น เพราะว่าผู้ใช้ภาษาที่ย้ายถิ่นที่อยู่ออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ได้พบปะสังสรรค์กับกลุ่มชนอื่น รวมทั้งได้มีการประดิษฐ์คิดค้นผลผลิตทางวัฒนธรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาสภาพความเป็นอยู่อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการศึกษาเรียน รู้ เงื่อนไขเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านภาษาและวัฒนธรรมการใช้ ภาษาทุกด้าน เมื่อกลุ่มผู้ใช้ภาษาได้ย้ายถิ่นที่อยู่ออกไปห่างจากถิ่นเดิม หรือชุมชนเดิมของตนเป็นเวลานานๆ ทำให้ขาดการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและกัน ลักษณะของภาษาและวัฒนธรรมการใช้ภาษาของชุมชนใหม่ก็จะค่อยๆ แตกต่างออกไป จากภาษาที่เคยใช้กันมาแต่เดิม จนกระทั่งเกิดเป็นภาษาถิ่นซึ่งเป็นภาษาย่อยที่เกิดการแปรของภาษาใดภาษาหนึ่ง

2. สภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศ กลุ่มผู้ใช้ภาษาที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศแตกต่างกัน เช่น อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม อาศัยอยู่บนเนินเขาในป่าใหญ่ที่ไม่มีถนนหนทางตัดผ่าน อาศัยอยู่ริมทะเลที่มีสัตว์น้ำชุกชุม และอาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่ได้รับ การดัดแปลงอย่างสวยงามอย่างย่านชุมชนเมือง เป็นต้นกลุ่มผู้ใช้ภาษาที่แต่เดิมใช้ภาษาเดียวกันมาก่อนแล้วต่อมาได้เข้าไป ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศ ซึ่งต่างกันดังกล่าวมานานๆ เข้าจะใช้ภาษาแตกต่างกันเป็นคนละถิ่นได้ เพราะกลุ่มชนดังกล่าวจะมีอาชีพต่างกัน นอกจากนี้กลุ่มชนดังกล่าวจะมีสภาพความเป็นอยู่ในระบบของวัฒนธรรม ที่แตกต่างกัน

3. การรับอิทธิพลจากภาษาอื่น เช่น ภาษาของกลุ่มชนอื่น หรือภาษาต่างประเทศจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลง ท้องถิ่นใดก็ตามที่มีอาณาเขตติดต่อกับต่างประเทศ เช่น ชาวไทยถิ่นใต้ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย ทำให้ภาษาถิ่นไทยภาคใต้ของกลุ่มชนชาวไทยดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากภาษามลายู ทั้งทางด้านคำ การออกเสียงคำ และการเรียงลำดับของคำเข้าเป็นวลีหรือประโยคอย่างเห็นได้ชัดเจน  

4. การเปลี่ยนแปลงโดยภาวะทางธรรมชาติของภาษา โดยภาวะทางธรรมชาติภาษา จะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้ใช้ภาษาได้รับการศึกษาดีขึ้น มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมด้านต่างๆ ก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านภาษาตามมา เช่น มีคำเกิดขึ้นใหม่ มีการใช้สำนวนโวหารที่แปลกใหม่และสลับซับซ้อน คำบางคำ ที่เคยใช้กันมาแต่เดิมกลับเสื่อมความนิยมลงไป คำบางคำเป็นคำที่สังคมเลิกใช้กลายเป็นภาษาที่ตายไปแล้วตามกาลเวลา

ดังนั้น สาเหตุที่ทำให้ภาษาถิ่นถือกำเนิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่น อาจมีปัจจัยและสาเหตุ ที่เกี่ยวข้อง คือ ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายที่อยู่ของกลุ่มผู้ใช้ภาษา สภาพแวดล้อมทางภูมิประเทศ และการเปลี่ยนแปลงโดยสภาวะทางธรรมชาติของภาษา

1.6 ประเด็นเสริม หรือ ประเด็นสนับสนุน

ความสำคัญของการใช้ภาษาถิ่น

ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่พูดกันในท้องถิ่นต่างๆ ตามปกติ เป็นภาษาที่คนในถิ่นนั้นๆ ยังคงพูดและใช้อยู่จำนวนมาก คำบางคำในภาษากลางได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ในภาษาถิ่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้เป็นอย่างดี
ในการศึกษาภาษาถิ่นย่อมจะศึกษาท้องถิ่นในด้านที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมได้ เพราะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ภาษาถิ่นจะรักษาคำเดิมได้ดีกว่าภาษามาตรฐาน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรมน้อยกว่า นอกจากนี้การศึกษาในท้องถิ่นมีประโยชน์ในการศึกษาด้านวรรณคดีอีกด้วย เพราะวรรณคดีเก่าๆ นั้น ใช้ภาษาโบราณ ซึ่งเป็นภาษาถิ่นจำนวนมาก เช่น วรรณคดีสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาถิ่นที่ใช้ ก็จะตีความไม่ออกและยากต่อการศึกษาวรรณคดีนั้นๆ ได้ ฉะนั้นเราจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาภาษาถิ่นทุกถิ่น จึงจะมีความรู้กว้างขวางเช่นในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่1ว่า

“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า” คำว่า “เข้า” แปลว่า ปี สิบเก้าเข้า คือ อายุเต็ม 18 ย่าง 19
“ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ขุนสามขนพ่ายหนี” คำว่า แพ้ ในที่นี้ เป็นภาษาถิ่นเหนือ แปลว่าชนะ คำว่า พ่าย จึงแปลว่า แพ้ ถ้าเป็นภาษากลาง คำว่า พ่าย หรือคำว่าแพ้ แปลเหมือนกันคือไม่ชนะ

ข้อความนี้หมายถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงไสช้างเข้าชนกับช้างของขุนสามชนตัวที่ ชื่อมาสเมือง และพระองค์ทรงสามารถรบชนะขุนสามขนจนขุนสามชนแพ้แล้วไสช้างหนีไป (ระวีวรรณ อินทร์แหยม, 2542, หน้า 10)
นอกจากนี้ ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 13-15) กล่าวว่า ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชาติที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาษาไทยถิ่นเป็นภาษาของกลุ่มชาวไทย ซึ่งอาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ภาษาถิ่นของชนกลุ่มใดย่อมเป็นภาษาที่มีความสำคัญต่อชนกลุ่มนั้นมากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารร่วมกันมาตั้งแต่เกิด โดยสามารถพิจารณาจากเจ้าของภาษาและผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับภาษาได้ดังนี้

1. ภาษาถิ่นเป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เป็นภาษาที่ต้องใช้ติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เป็นภาษาที่ใช้มาตั้งแต่แรกเกิด ได้เรียนรู้ จดจำ สืบทอดและร่วมรับในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เป็นภาษาที่มีความสำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญต่อกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษานั้นๆ มากที่สุด

2. ภาษาถิ่นเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งที่ควรศึกษา เพราะการศึกษาภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนได้ทาง หนึ่ง ภูมิปัญญาของชาวบ้านด้านต่างๆ เช่น เพลงกล่อมเด็ก นิทาน ปริศนาคำทาย ชื่อบุคคล ชื่อพืชและชื่อสัตว์ ชื่อสิ่งของเครื่องใช้ ชื่ออาหารเครื่องดื่ม บทสวดในพิธีกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารถ่ายทอดทั้งสิ้น

3. ภาษาถิ่นเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชน เราอาจกล่าวได้ว่ากลุ่มระดับชาวบ้านที่ใช้ภาษาเดียวกันในชีวิตประจำวันสืบ ต่อกันมาหลายชั่วอายุคนจะต้องมีประวัติความเป็นมาร่วมกัน เช่นชาวไทยถิ่นตากใบกับชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยในอำเภอตุมปัต รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพูดภาษาไทยถิ่นตากใบในชีวิตประจำวันอยู่ในขณะนี้ จะต้องมีประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนร่วมกันมาในอดีต ปัจจุบันก็ต้องเกี่ยวข้องกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี แสดงว่าเราสามารถใช้ภาษาถิ่นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชนได้

4. ภาษาถิ่นเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมท้องถิ่น ผลการสำรวจวรรณกรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันด้วยวาจา หรือเป็นเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาปากต่อปาก (มุขปาฐะ) และวรรณกรรมที่ได้มีผู้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น วรรณกรรมสมุดข่อย วรรณกรรมใบลานและ ศิลาจารึก พบว่ามีจำนวนมหาศาล วรรณกรรมเหล่านี้มีหลายประเภท เช่น วรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อ นิทานประโลมโลก ตำนาน เป็นต้น วรรณกรรมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านแต่ละท้อง ถิ่นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ เป็นวรรณกรรมที่ใช้ภาษาถิ่นเป็นสื่อในการถ่ายทอด ดังนั้นถ้าไม่มีภาษาถิ่นวรรณกรรมท้องถิ่นเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ดังนั้น ภาษาถิ่นจึงมีความสำคัญคือ เป็นภาษาประจำถิ่นของกลุ่มชนที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องมา ยังลูกหลาน โดยผ่านวัฒนธรรมทางภาษาที่เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์และเป็นบ่อเกิดของ วรรณกรรมท้องถิ่น

คุณค่าของภาษาถิ่น

ภาษาถิ่น เป็นภาษาของกลุ่มชนที่บ่งบอกถึงความเป็นมา บ่อเกิดของวัฒนธรรม และอารยธรรมที่สำคัญของชาติ รวมทั้งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารของกลุ่มชน ฉันทัส ทองช่วย (2534, หน้า 15-18) ได้กล่าวถึงคุณค่าของภาษาถิ่นไว้ ดังนี้

1. ใช้เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารกับกลุ่มชนผู้ใช้ภาษาถิ่นนั้นๆ การใช้ภาษาถิ่นติดต่อสื่อสารกับกลุ่มชนผู้เป็นเจ้าของภาษาจะช่วยให้สามารถ สื่อความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้ดี ทั้งจะก่อให้เกิดความเป็นกันเอง เกิดสัมพันธ์ไมตรีต่อกัน ซึ่งจะช่วยให้การประกอบกิจการต่างๆ ร่วมกันดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น

2. ความรู้ทางภาษาถิ่นจะช่วยให้เข้าใจความหมายของคำ สำนวน โวหารและเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้านซึ่งใช้ภาษาถิ่นเป็นเครื่องมือ ในการถ่ายทอดได้ดียิ่งขึ้น

3. เป็นประโยชน์ในการศึกษาความหมายของคำในภาษาสมัยเก่า หรือคำในวรรณคดีสมัยเก่าบางคำ

4. ภาษาถิ่นช่วยในการสื่อสาร สั่งสอน และสืบทอดวัฒนธรรมของท้องถิ่นจากชนรุ่นหนึ่งไปสู่ชนอีกรุ่นหนึ่งให้ยืนยงคง อยู่ต่อไป เช่น สำนวนภาษา สุภาษิต บทเพลงประกอบการละเล่น วรรณกรรมท้องถิ่น ค่านิยม อุดมคติ ความเชื่อ ตลอดจนทุกสิ่งทุกอย่างที่หลอมรวมอยู่ในวิถีชีวิต สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีภาษาช่วยสืบทอดนับวันก็จะสูญหายไปตามกาลเวลา

ภาษาถิ่นในแต่ละภูมิภาคต่างมีคุณค่าทั้งในด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล ในกลุ่มชน เพื่อให้เข้าใจในความหมายของกันและกัน นอกจากนี้ยังช่วยเป็นเครื่องมือในการ สั่งสอน และสืบทอดวัฒนธรรมของท้องถิ่นจากชนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง

ภาษาถิ่นเป็นคำที่ใช้พูดกันในหมู่ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ทาง ภูมิศาสตร์ต่างๆ กัน โดยยังคงมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญของภาษานั้น เช่น ภาษาไทย มีภาษาถิ่นหลายภาษา ได้แก่ ภาษาไทยถิ่นอีสาน ภาษาไทยถิ่นใต้ ภาษาไทยถิ่นเหนือ และภาษาไทยกลางหรือถิ่นกลาง ภาษาเหล่านี้มักจะมีความหลากหลายและมีเอกลักษณ์ทางภาษาเป็นของตนเอง

ที่มา http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/dialect/

1.7 คุณค่าผลงานต่อสังคม

                คุณค่าของ “ การหวงแหนภาษาถิ่น ” คือ ทำให้เราทราบถึงความเป็นมาของภาษาถิ่นว่า มีความเป็นมาอย่างไร ทำให้เราเห็นความสำคัญของภาษาถิ่นของไทยเรา ทำให้เราคนไทยเกิดความรัก ความหวงแหนภาษาของเรา เพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอดต่อไปในอนาคต ทำให้เราเห็นคุณค่าของภาษาถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเหนือ กลาง อีสาน ใต้ ก็มีความงดงามของภาษาอยู่ในตัวของมันเอง เราก็ควรอนุรักษ์ภาษาถิ่นในเมืองไทยของเราไว้ จะได้เกิดความรู้สึกที่ภาคภูมิใจ ว่าเราก็ภาษาของเราเอง และยังเป็นภาษาที่สวยงาม งดงาม ให้เราได้ใช้ในการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิด เราจึงควรอนุรักษ์ความเป็นไทยนี้สืบไป

1.8 กำหนดแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง พร้อมแนวคำถามสัมภาษณ์แหล่งข่าวทุกคน

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง

1.หนังสือพิมพ์ที่เป็นของรัฐบาล

2.หนังสือพิมพ์ที่เป็นของเอกชน

3.ประชาชนทั่วไป

 คำถามที่ใช้ในการถามแหล่งข่าว

1.หนังสือพิมพ์ที่เป็นของรัฐบาล

                J หนังสือพิมพ์มีการเสนอข่าวสารการศึกษาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภาษาถิ่นอย่างไร?

                J คิดว่าภาษาถิ่นมีความสำคัญอย่างไร?

                J คิดว่าภาษาถิ่นไม่ว่าจะเป็นถิ่นเหนือ กลาง อีสาน ใต้ มีความงดงาม และความแตกต่างกันอย่างไร?

                J คิดว่าอนาคตข้างหน้าภาษาถิ่นจะสูญหายหรือไม่? และจะอย่างไร? ให้ภาษาถิ่นอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป

 2.หนังสือพิมพ์ที่เป็นของเอกชน

                J หนังสือพิมพ์มีการเสนอข่าวสารการศึกษาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภาษาถิ่นอย่างไร?

                J คิดว่าภาษาถิ่นมีความสำคัญอย่างไร

                J คิดว่าภาษาถิ่นไม่ว่าจะเป็นถิ่นเหนือ กลาง อีสาน ใต้ มีความงดงาม และความแตกต่างกันอย่างไร?

                J คิดว่าอนาคตข้างหน้าภาษาถิ่นจะสูญหายหรือไม่? และจะอย่างไร? ให้ภาษาถิ่นอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป

 3.ประชาชนทั่วไป

                J รู้จักภาษาถิ่นมากน้อยแค่ไหน? อย่างไร?

                J คิดว่าภาษาถิ่นมีความสำคัญอย่างไร?

                J คิดว่าภาษาถิ่นของแต่ละภาษามีความแตกต่างกันอย่างไร?

                J วิธีใดบ้างเพื่ออนุรักษ์ภาษาถิ่นไว้

1.9 อธิบายลักษณะของคำถามที่ใช้

                เป็นการใช้คำถามที่เข้าใจง่าย ลักษณะเป็นแบบกึ่งทางการ และไม่เป็นทางการ เนื่องจากมีแหล่งข่าวที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแหล่งข่าวว่าควรใช้ลักษณะของคำถามแบบไหน

1.10 ข้อมูลอื่นๆ และเบื้องหลังการผลิตผลงาน

ภาษาถิ่น มรดกที่ต้องหวงแหน

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555 เวลา 10:25:54 AM

สถานการณ์ภาษาถิ่นในประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ ผู้คนใช้ภาษาถิ่นกันน้อยลง เหลือแค่การใช้สำเนียง ส่วนคำศัพท์และรูปแบบประโยคกลายเป็นภาษากรุงเทพไปหมดแล้ว ทำให้เกิดสภาพถดถอยเสี่ยงต่อการสูญหาย ทั้งที่ภาษาถิ่นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่น และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษล้วนสืบทอดมาด้วยภาษาถิ่น หากภาษาถิ่นสูญหายก็เท่ากับเราสูญเสียภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไปด้วย” รศ.ดร.ชลธิชา บำรุงรักษ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดทำเนื้อหาวิชาการด้านภาษาไทยถิ่นอีสานของราชบัณฑิตยสถาน หยิบยกเป็นประเด็นขึ้นมากระตุกเตือนลูกหลานไทยทุกคน ผ่านเวทีการเสวนาทางวิชาการ “รู้ รัก ภาษาไทยสัญจร” (ภาคอีสาน) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ โรงแรมลายทอง จ.อุบลราชธานี

การเสวนาดังกล่าวเป็นเวทีแรกจากทั้งหมด 3 เวที ที่ราชบัณฑิตยสถาน และสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกันจัดขึ้น โดยจะตระเวนไปทั้งภาคอีสาน ภาคใต้และภาคเหนือ ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะบรรดาปราชญ์ท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคเกี่ยวกับบทบาทของราชบัณฑิตยสถานที่มีต่อการอนุรักษ์สืบทอดภาษาไทยถิ่นต่าง ๆ ในประเทศไทยให้ยังคงมีอยู่ต่อไป

น.ส.กนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน บอกว่า “โครงการรู้รักภาษาไทยสัญจร เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ที่เป็นโครงการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล (Flagship Project) ปี 2555 ทางราชบัณฑิตยสถานจึงได้ผลิตรายการวิทยุภาษาไทยถิ่น 3 ภาคขึ้น เพื่อออกอากาศทางสถานีวิทยุ ม.เกษตร ศาสตร์ และเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยเรื่องของภาษาถิ่นในประเทศไทย โดยเคยมีพระราชดำรัสว่า ต้องรักษาไว้ให้ดี เพราะเป็นแหล่งที่จะไปศึกษาภาษาไทยแท้ที่ไม่ถูกผสมผสานจากภาษาต่างประเทศ ซึ่งรายการวิทยุภาษาไทยถิ่นจะเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจแก่เยาวชนและประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ให้ได้ใช้ภาษาถิ่นของตนได้อย่างถูกต้อง ทำให้เกิดความรักและหวงแหนภาษาถิ่นของตน และช่วยกันธำรงรักษาไว้ให้เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นตลอดไป”

เมื่อเปิดเวทีเสวนาครั้งนี้ ประเด็นแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาที่ภาษาปากและภาษาเขียนยังมีความลักลั่นกันอยู่ การถ่ายทอดเสียงออกมาเป็นตัวเขียนยังค่อนข้างมีปัญหา เช่น เขียนว่า ง่า แต่กลับออกเสียงจริงว่า หง่า หรือคำว่า จ้าว ในภาษาเหนือก็ไม่รู้ว่าจะใช้วรรณยุกต์ใดกำกับ เพราะทั้งไม้โท และไม้ตรีก็ยังไม่ใช่เสียงที่ถูกต้อง ซึ่งยังมีคำที่เป็นลักษณะแบบนี้อีกมากมายในภาษาถิ่นต่าง ๆ หากผู้เกี่ยวข้องไม่ทำอะไรสักอย่าง ต่อไปเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่คงออกเสียงผิดเพี้ยนไปหมด เพราะไม่รู้ว่าเสียงที่ถูกต้องคืออะไร ในประเด็นนี้จึงมีผู้เสนอให้มีการทำไฟล์เสียงใส่ไว้ในเว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสถานด้วย อย่างน้อยจะได้มีแหล่งอ้างอิงความถูกต้องได้บ้างซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้

ในมุมมองของ ดร.ชลธิชา สุดมุข นักวรรณศิลป์ชำนาญการของราชบัณฑิตยสถาน ยอมรับว่า ความจริงแล้วการที่ตัวเขียนกับการออกเสียงไม่ตรงกันทั้ง 100% เป็นปัญหาของทุกภาษาทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยที่มีภาษาถิ่นมากมาย แม้แต่คนในท้องถิ่นเดียวกันก็ยังออกเสียงต่างกัน จึงมีการกำหนดให้ใช้ภาษาไทยกรุงเทพเป็นตัวกลาง แต่ก็ต้องยอมรับว่าคงไม่สามารถใช้ภาษาไทยกรุงเทพแทนเสียงภาษาถิ่นได้ครบทุกเสียง เพราะมีระบบเสียงที่แตกต่างกัน ดังนั้นแนวทางหนึ่งก็คือ ผู้ใหญ่จะต้องใช้ภาษาถิ่นกับลูกหลานของตน ช่วยกันสอนให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ รู้ว่าการออกเสียงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร อย่าอายที่จะพูดภาษาถิ่น แต่ควรรู้สึกภาคภูมิใจมากกว่า

ในประเด็นนี้ ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ราชบัณฑิตประเภทวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ ให้ทรรศนะว่า ภาษาไทยกรุงเทพมี 5 เสียงวรรณยุกต์ แต่ภาษาเหนือมี 6 เสียงวรรณยุกต์ ส่วนภาษาอีสานและภาษาใต้มีถึง 7 เสียงวรรณยุกต์ เมื่อเราพยายามใช้ภาษาที่มีเพียง 5 เสียงวรรณยุกต์ไปเขียนแทนภาษาที่มี 6-7 เสียงวรรณยุกต์จึงทำให้ยุ่ง ดังนั้นจึงต้องหาวิธีทำให้เห็นว่าภาษากลางสามารถเขียนได้มากกว่า 5 เสียงวรรณยุกต์ ซึ่งนักภาษาศาสตร์จะต้องช่วยกันคิดต่อไป เช่น คำว่า ยอง หากออกเสียงขึ้นจมูกก็อาจเขียนด้วย ญ แต่ถ้าออกเสียงไม่ขึ้นจมูกก็ให้ใช้ ย แยกกันให้ชัดเจน เป็นต้น

“การอนุรักษ์ภาษาถิ่นเป็นเรื่องระดับโลก เพราะทุกประเทศตกลงกันแล้วว่าจะช่วยกันอนุรักษ์ ซึ่งประเทศไทยก็ยอมรับข้อตกลงนี้มาแล้วจึงควรทำให้จริงจัง โดยเฉพาะบทบาทของผู้นำจะต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน” ราชบัณฑิตวัย 94 ปี ฝากข้อเสนอเอาไว้ เวทีนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นและข้อเสนอที่น่าสนใจอีกมากมายที่ทุกคนในสังคม โดยเฉพาะราชบัณฑิตยสถานคงต้องนำไปขบคิด อาทิ

“ภาษาถิ่นคือความงดงาม แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ภาษาถิ่นกำลังถูกกลืนทางวัฒนธรรม จึงควรรื้อฟื้นการสอนหลักภาษาถิ่น ทั้งไวยากรณ์ คำศัพท์ไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน”

“เมื่อก่อนเด็กบางคนพูดภาษาถิ่นในบ้าน พอออกนอกบ้านจะพูดภาษากลาง แต่ทุกวันนี้จะพูดแต่ภาษากลางทั้งในบ้านและนอกบ้าน และยังละเลยคำศัพท์ภาษาถิ่นไปหมด มีแต่สำเนียงที่บ่งบอกว่ามาจากภูมิภาคไหน แต่คำศัพท์และรูปแบบประโยคกลายเป็นภาษากลางไปหมดแล้ว”

“ปราชญ์ท้องถิ่นควรรวมตัวกันตั้งเป็นชมรมเพื่อให้การขับเคลื่อนการรณรงค์ใช้ภาษาถิ่นมีความชัดเจนและเข้มแข็ง”

“โรงเรียนจะใช้ภาษากลางเป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนก็ใช้ไป แต่อย่าขัดขวางการใช้ภาษาถิ่นในโรงเรียนของเด็ก”

“ตราบใดที่พ่อแม่ไม่ใช้ภาษาถิ่นกับลูกหลานก็คงยากที่จะอนุรักษ์ภาษาถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ดังนั้นพ่อแม่ต้องใช้ภาษาถิ่นกับลูกหลาน ไม่ต้องกลัวเด็กจะพูดหรือฟังภาษากลางไม่ได้ เพราะภาษาไม่เคยทะเลาะกันในสมองของลูกหลานเรา”

“ประชาคมอาเซียนจะมาแล้ว ทั้ง 10 ชาติอาเซียนจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน จึงต้องทำให้ภาษาไทยเข้มแข็ง เพราะภาษาจะเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของคนได้อย่างชัดเจนที่สุด”

“ภาษาต้องเอามาใช้ จะทำให้ใหม่อยู่เสมอ ถ้าแค่เก็บไว้จะรกรุงรัง จึงต้องช่วยกันใช้ภาษาถิ่นให้เป็นกิจจะลักษณะ แต่เด็กบางคนอายที่จะใช้ภาษาถิ่น เพราะถูกภาษากลางบีบบังคับ จึงต้องเปลี่ยนความคิดแบบนี้ให้เป็นความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตน”

“สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรณรงค์ส่งเสริมการใช้ภาษาถิ่น” เป็นต้น ดร.บัณฑิต ตั้งประเสริฐ รองเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน ฝากข้อคิดไว้ว่า “การอนุรักษ์ภาษาถิ่นต้องทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ไฟไหม้ฟาง ซึ่งคนในท้องถิ่นย่อมรู้ดีที่สุด ถ้าไม่รักภาษาถิ่นของเราเอง แล้วจะให้ใครมารัก ความสำเร็จจะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย”

ก็ต้องถือว่าเวทีเสวนาครั้งนี้เป็นการปลุกแรง ๆ ให้คนไทยตื่นตัวหันมาเห็นความสำคัญของภาษาถิ่นกันมากขึ้น ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถรับฟังเวทีเสวนา “รู้ รัก ภาษาไทยสัญจร” ครั้งต่อไปที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ 17 ส.ค.และที่เชียงใหม่ ในวันที่ 24 ส.ค. ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 น. ผ่านทางสถานีวิทยุ มก. บางเขน 1107, เชียงใหม่ 612, ขอนแก่น 1314  และสงขลา 1269 หรือรับฟังทางอินเทอร์เน็ตที่ http://radio.ku.ac.th และยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ทางเว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสถาน http://www.royin.go.th

พลพิบูล เพ็งแจ่ม

ที่มา เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555 เวลา 10:25:54 AM

 

About these ads

เกี่ยวกับ kamonchanokvanitchayanan

เกิด 28 ต.ค. 2534 ที่อยู่ 191 ม.1 ต.บ้านไร่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี 61140 เรียนอยู่ที่ ม.กรุงเทพ รังสิต คณะนิเทศศาสตร์ สาขา วารสาร
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s